ทำไงดี!! รายรับน้อย แต่อยากเก็บเงินเยอะๆ ต้องทำแบบนี้จริงเหรอเนี่ย!! ไปดูกัน
รายได้ของแต่ละคนนั้นย่อมไม่เท่ากัน
แต่สำหรับคนที่คิดจะเก็บเงินนั้น เขาคนนั้นจะไม่เอาความคิดที่ว่า
รายได้น้อยเป็นอุปสรรคต่อการออม มาคิดให้หนักอกหนักใจ
แม้ความจริงการมีรายได้น้อยจะทำให้เกิดข้อจำกัดบางประการ
แต่สำหรับเรื่องการออมนั้น รายได้น้อย แต่อยากเก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ ก็ไม่ใช่ปัญหา
ติดตามจากบทความนี้ดูแล้วจะรู้ว่า รายรับน้อย แต่อยากเก็บเงินเยอะ ๆ ต้องทำไง
ไปดูกัน
วิธีแรก
ต้องทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
การทำเรื่องยาก
ๆ ที่หลายคนทำไม่ได้ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย ๆ
กลายเป็นเคล็ดไม่ลับสำหรับคนที่อยากออมเงินที่ถูกปรับมาใช้อย่างแพร่หลาย
เรื่องยากของคนมีรายได้น้อยก็คือ การแบ่งเงินเก็บก่อนนำไปใช้
เพราะการที่เราจะเก็บเงินนั้นไม่ง่ายเลย สาเหตุก็เพราะเรานำรายได้ที่ได้รับมาแต่ละเดือน
แต่ละงวด ไปใช้จ่ายก่อน ที่เหลือค่อยนำมาเก็บ
ทำแบบนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีเหลือจะให้เก็บ
เคล็ดไม่ลับก็คือ
ควรเก็บเงินก่อนนำไปใช้จ่าย รายได้น้อยก็เก็บน้อย รายได้มากก็เก็บมาก
เหลือเท่าไรค่อยนำไปจับจ่าย หลายคนอาจคิดว่าเก็บทีละเล็กละน้อยจะได้มากมายอะไร
แต่สิ่งที่ได้มากกว่าเงินเก็บก็คือ ?วินัยทางการเงิน? คนไม่เก็บก่อนใช้จะไม่มีวันเข้าถึงสิ่งนี้
บางคนเก็บเดือนละ 1,000 บาท ปีหนึ่งก็ได้ 12,000 บาท สิบปีได้ 120,000 บาท ก็นับว่าไม่น้อย
ระหว่างทางถ้าเรามีรายรับมากขึ้นก็ทยอยเก็บเพิ่มขึ้นได้ ผ่านไปหลายปี คนหนึ่งมีเงินเก็บหลักแสน
แต่อีกคนไม่มีเงินเก็บเลย
อยากเป็นคนแรกก็ต้องเริ่มต้นออมเสียแต่วันนี้เลยจะดีที่สุด
วิธีที่สอง
คิดก่อนซื้อ
บางครั้ง
หรือหลายครั้งเราจับจ่ายซื้อของด้วย อารมณ์ ถ้าเรื่องใดมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง
รับรองว่าเราต้องช้อปฯ แหลกอย่างไม่ต้องสงสัย
เรื่องของอารมณ์นั้นจะทำให้เราซื้อของโดยไม่คิดได้ง่าย ๆ
บางครั้งของที่ไม่จำเป็นแต่อยากได้ บางคราไม่มีเงินก็กดเงินสดมาซื้อก่อน
หรือผ่อนกับบัตรเครดิต แล้วไปจ่ายขั้นต่ำ แทนที่จะจ่ายเต็มจำนวน
นั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะทางการเงินทีเดียว
สิ่งที่ควรจะเป็นก็คือ
เราต้องรู้จักคิดก่อนซื้อ อย่าให้อำนาจของอารมณ์มาบดบังความคิด
ทำให้เราขาดวินัยในการใช้จ่าย อย่ายอมจำนนต่อภาพใน ?เฟซบุ๊ก? ที่เพื่อนโชว์ของ
โชว์อวดว่าไปเที่ยว ไปกินอาหารหรูหรา
จงคิดไว้เสมอว่าเบื้องหลังของการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยมักจะจบไม่สวยเสมอ อย่าลืมว่าต้องคิดก่อนซื้อ
วิธีที่สาม
ต้องกำหนดเป้าหมายการออมเงิน
หากเราเดินทางโดยไร้เป้าหมาย
คงไม่มีทางไปถึงจุดหมายที่ตั้งไว้
การมีเป้าหมายทางการเงินถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักออมเงินที่ควรทำให้ได้
วิธีการกำหนดเป้าหมายอาจกำหนดเป็นตัวเงินไปเลย หรือกำหนดเป็นวินัยในการลงทุนก็ได้
ถ้ากำหนดเป็นตัวเงิน เช่น เก็บเงินแสนแรกในอีก 5 ปี หรือเก็บเงินล้านแรกในอีก 10
ปี ต่อจากนี้ เป้าหมายที่เป็นตัวเงินควรชัดเจน จับต้อง ทำได้จริง
จึงจะเกิดผลดี
ถ้าเราตั้งเป้าหมายเป็นนามธรรมหน่อย
เช่น จะเก็บก่อนใช้ให้ได้ทุกเดือน หรือต้องมีเงินเก็บแบ่งเป็นก้อน ๆ ได้แก่
เงินเก็บเย็น เงินลงทุน เงินฉุกเฉิน เงินใช้จ่าย การตั้งเป้าหมายแบบนี้จะเป็นการฝึกนิสัยที่ดีทางการเงิน
และไม่เคร่งเครียดจนเกินไป
เมื่อเราทำได้สำเร็จก็จะเห็นเป็นรูปธรรมจับต้องได้ในที่สุด
วิธีที่สี่
ใช้ตัวช่วย ลงทุนให้เงินงอกเงย
การเก็บออม
แล้วนำเงินไปฝากธนาคารอาจดูเข้าท่าสำหรับคนที่ไม่เคยเก็บเงินได้เลย แต่จะดีกว่าถ้าเงินเก็บเรางอกเงย
และเอาชนะเงินเฟ้อได้
อย่างที่เรารู้ว่าเงินออมกับธนาคารด้วยภาวะดอกเบี้ยต่ำในปัจจุบันโอกาสที่เราจะเอาชนะเงินเฟ้อแทบไม่มี
หรือเป็นไปได้น้อยมาก แต่ไม่เหมือนกับการนำเงินไปลงทุนต่อยอดให้งอกเงย
แม้จะมีความเสี่ยง แต่ก็มีผลตอบแทนที่น่าสนใจ โดยตัวช่วยดังกล่าวได้แก่
1.ลงทุนในกองทุนรวม การลงทุนในกองทุนรวมเท่ากับเราจ้างผู้จัดการกองทุนเก่ง ๆ
ช่วยต่อยอดให้เงินเรางอกเงยได้เร็วขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วกองทุนรวมจะให้ผลตอบแทนราว 5-10%
ต่อปี
2.ลงทุนในหุ้น การซื้อหุ้นนั้นดูง่าย แต่ทำให้สำเร็จจริงไม่ง่าย
เคล็ดไม่ลับก็คือ ให้ซื้อหุ้นระยะยาว หุ้นที่มีอนาคตดี มีปันผลดี
ซื้อแล้วปล่อยไปเลยไม่ต้องติดตามมาก แต่ต้องเป็นหุ้นที่แข็งแกร่งไม่เจ๊งง่าย ๆ
เลือกหุ้นตัวใหญ่ไว้ก่อน โดยเฉลี่ยแล้วหุ้นจะให้ผลตอบแทนราว 5-10% ต่อปี
3.ซื้อฉลากออมเงินรูปแบบต่าง ๆ ฉลากออมเงินในปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมาย
โดยรวมแล้วผลตอบแทนสู้กองทุนรวมกับหุ้นไม่ได้ แต่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
อย่างไรก็ตามสำหรับคนมีเงินน้อยอย่าไปคิดว่ามันเป็นอุปสรรคในการเก็บเงินของเรา
หัดเริ่มเก็บเงินเเต่น้อย ดีกว่าไม่มีเงินเก็บเอาเสียเลย
หากเกิดเรื่องฉุกเฉินอย่างน้อยเราก็เบาใจได้บ้าง
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก:
Thaijobsgov
ที่มา : sara-1000.com
loading...
